ปวดหลังเรื้อรัง... ภัยเงียบคนขับรถทางไกล

บทความสุขภาพ

10 ม.ค. 2569
ครั้ง

ปวดหลังเรื้อรัง... ภัยเงียบคนขับรถทางไกล
      ในช่วงเทศกาลปีใหม่ หลายคนต้องขับรถกลับบ้าน หรือมีแพลนต้องเดินทางไกลเพื่อไปฉลองกับครอบครัว การขับรถทางไกลต่อเนื่องหลายชั่วโมงต่อวัน อาจดูเหมือนเป็นเรื่องปกติของชีวิตคนทำงานและนักเดินทาง แต่ภายใต้ความสะดวกสบายของเบาะรถนั้นมี "ภัยเงียบ" ที่ค่อย ๆ ทำลายสุขภาพหลังของคุณอยู่ อาการปวดหลังจากการขับรถไม่ใช่แค่ความเมื่อยล้าชั่วคราว แต่มันคือสัญญาณเตือนของภาวะปวดหลังเรื้อรัง ที่อาจนำไปสู่โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้ในอนาคต

การขับรถนาน ๆ ส่งผลเสียต่อกระดูกสันหลังและร่างกายอย่างไรบ้าง?

  • แรงกดทับที่หมอนรองกระดูกสูงขึ้น : ในท่านั่ง กระดูกสันหลังส่วนล่างจะรับน้ำหนักมากกว่าท่ายืนถึง 1.5 - 2 เท่า เพราะกล้ามเนื้อหน้าท้องไม่ได้ช่วยพยุงน้ำหนัก ทำให้ภาระทั้งหมดตกไปอยู่ที่หมอนรองกระดูก
  • กล้ามเนื้อเกิดความล้าสะสม : การต้องค้างเท้าไว้ที่แป้นเบรกและคันเร่งเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายไม่สามารถขยับเขยื้อนเพื่อกระจายน้ำหนักได้ตามธรรมชาติ ส่งผลให้กล้ามเนื้อหลังและสะโพกตึงเครียดจนเกิดอาการอักเสบ
  • ผลกระทบจากแรงสั่นสะเทือน : แรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์และพื้นถนน (Whole-Body Vibration) กระตุ้นให้หมอนรองกระดูกยืดและหดตัวซ้ำ ๆ ในระดับไมโคร ทำให้เนื้อเยื่อรอบกระดูกสันหลังล้าและเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  • ระบบไหลเวียนเลือดทำงานแย่ลง : การนั่งท่าเดิมนาน ๆ ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนขาและหลังได้น้อยลง ส่งผลให้เกิดอาการเหน็บชาและความเมื่อยล้าที่รุนแรงกว่าปกติ
ปรับท่านั่งขับรถแบบไหน ถึงจะช่วยลดแรงกดทับและป้องกันอาการปวดหลังได้?
  • แผ่นหลังต้องแนบชิดพนักพิง : ปรับเบาะให้หลังส่วนล่างและส่วนบนแนบสนิทกับพนักพิงมากที่สุด ไม่ควรมีช่องว่างระหว่างหลังกับเบาะ หากเบาะไม่มีส่วนนูนรับเอว ควรหาหมอนรองหลัง (Lumbar Support) มาเสริม
  • ระยะห่างพวงมาลัยที่เหมาะสม : เมื่อจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 3 และ 9 นาฬิกา แขนควรจะงอเล็กน้อย ไม่ตึงเป๊ะ และไหล่ต้องไม่ยกขึ้นหรือยื่นไปข้างหน้า เพื่อลดแรงดึงที่สะบักและคอ
  • ระดับเข่าและสะโพก : ปรับความสูงของเบาะให้เข่าอยู่ระดับเดียวกับหรือต่ำกว่าสะโพกเพียงเล็กน้อย และระยะห่างของเบาะต้องให้เข่างอได้เล็กน้อยขณะเหยียบแป้นเบรกสุด เพื่อลดแรงกดที่หมอนรองกระดูกส่วนล่าง
  • มุมพนักพิงที่ไม่เอนเกินไป : พนักพิงควรตั้งตรงหรือเอนไปข้างหลังเล็กน้อย (ประมาณ 100-110 องศา) การเอนมากเกินไปจะทำให้คุณต้องก้มคอเพื่อมองถนน ซึ่งจะนำไปสู่อาการปวดต้นคอและบ่าตามมา
หากเริ่มมีอาการปวดหลังแล้ว มีวิธีบริหารหรือแก้ไขเบื้องต้นอย่างไร?
  • ยึดหลักพักทุก 2 ชั่วโมง : ควรหยุดแวะพักที่ปั๊มน้ำมันหรือจุดพักรถทุก ๆ 2 ชั่วโมง เพื่อลงจากรถมาเดิน ยืดเหยียดร่างกาย และเปลี่ยนอิริยาบถเพื่อลดแรงกดทับที่สะสมมา
  • ยืดกล้ามเนื้อขณะพัก : ทำท่าบริหารง่าย ๆ เช่น การก้มแตะปลายเท้าเพื่อยืดหลัง, การแอ่นอกบีบสะบักเพื่อคลายบ่า หรือการดึงเข่าชิดอกเพื่อคลายกล้ามเนื้อสะโพก
  • ใช้ประคบร้อนลดปวด : เมื่อถึงจุดหมาย หากรู้สึกปวดตื้อ ๆ การประคบร้อนบริเวณหลังส่วนล่างจะช่วยให้เส้นเลือดขยายตัวและคลายกล้ามเนื้อที่หดเกร็งได้ดีขึ้น
  • เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลาง : ในระยะยาวควรฝึกท่า Plank หรือท่าบริหารหน้าท้อง เพื่อสร้าง "เฝือกธรรมชาติ" มาช่วยพยุงกระดูกสันหลังในยามที่ต้องนั่งขับรถนาน ๆ
อาการปวดหลังแบบไหนที่เป็น "สัญญาณอันตราย" และควรพบแพทย์ทันที?
  • อาการปวดร้าวลงขา : หากรู้สึกปวดแปล๊บเหมือนไฟช็อตจากหลังร้าวลงไปที่สะโพก ต้นขา หรือน่อง นั่นคือสัญญาณว่าเส้นประสาทกำลังถูกกดทับ
  • อาการเหน็บชาหรืออ่อนแรง : มีอาการชาที่เท้าหรือขาอย่างต่อเนื่อง หรือเริ่มรู้สึกว่าขาไม่มีแรงขณะก้าวเดิน
  • ปวดรุนแรงจนนอนไม่ได้ : อาการปวดที่ไม่ทุเลาลงแม้จะพักผ่อน หรือปวดจนรบกวนการนอนหลับอย่างรุนแรง
  • การควบคุมขับถ่ายผิดปกติ : หากมีอาการอั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ร่วมกับอาการปวดหลัง ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางกระดูกสันหลังที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที

      การขับรถทางไกล ส่งผลเสียต่อหลังเพราะกระดูกสันหลังต้องรับแรงกดทับสูงกว่าปกติและเผชิญกับแรงสั่นสะเทือนตลอดเวลา การป้องกันทำได้โดยปรับท่านั่งให้หลังแนบชิดพนักพิง ปรับระยะห่างพวงมาลัยและระดับเข่าให้เหมาะสม พร้อมกับการแวะพักทุก 2 ชั่วโมงเพื่อยืดเหยียดร่างกาย หากเริ่มมีอาการปวดร้าวลงขาหรือมีอาการชา ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพราะอาจเป็นสัญญาณของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท การดูแลสุขภาพหลังอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณขับขี่ได้อย่างปลอดภัยและห่างไกลจากความปวดเรื้อรัง
ปวดหลังเรื้อรังภัยเงียบคนขับรถทางไกล.png

ติดตาม โซเชียลเน็ตเวิร์ก ของเรา

iConsFacebook.png iConsInstagram.png iConsLine.png iConsX.png iConsYouTube.png iConsTikTok.png