5 พฤติกรรมที่เร่งให้หน้าแก่โดยไม่รู้ตัว
บทความสุขภาพ
07 ก.ค. 2569
ครั้ง
5 พฤติกรรมที่เร่งให้หน้าแก่โดยไม่รู้ตัว
เคยสงสัยไหมว่า... ทั้งที่ทาครีมบำรุงราคาแพงและดูแลตัวเองเป็นอย่างดี แต่ทำไมริ้วรอย ร่องลึก และความหมองคล้ำยังคงถามหาเร็วกว่าที่คิด ในความเป็นจริงแล้ว ความร่วงโรยของผิวพรรณไม่ได้เกิดขึ้นจากอายุที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน" ที่เราทำจนชินซ้ำๆ ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเร่งทำลายคอลลาเจนและอีลาสตินใต้ชั้นผิวโดยที่เราไม่รู้ตัว มาเช็ก 5 พฤติกรรมเสี่ยงที่ต้องรีบปรับเปลี่ยนด่วน หากยังอยากล็อกผิวให้ดูอ่อนเยาว์และสดใสไปนานๆ
5 พฤติกรรมเร่งผิวแก่ก่อนวัย
- อยู่ติดหน้าจอแต่ละเลยการทาครีมกันแดดในบ้าน : ความเข้าใจผิดที่ว่าอยู่แต่ในร่มไม่ต้องทาครีมกันแดดคือตัวการใหญ่ที่ทำร้ายผิว เพราะรังสี UVA สามารถทะลุผ่านกระจกเข้ามาได้ รวมถึง แสงสีฟ้า (Blue Light) จากหน้าจอสมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ และแท็บเล็ต ที่เราจ้องอยู่หลายชั่วโมงต่อวัน แสงเหล่านี้จะเข้าไปกระตุ้นการเกิดอนุมูลอิสระ ทำลายลึกถึงชั้นคอลลาเจน ทำให้ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น เกิดฝ้า กระ และริ้วรอยก่อนวัยได้อย่างรวดเร็ว
- ติดรสหวาน กินน้ำตาลมากเกินความจำเป็น : การทานของหวาน ชานมไข่มุก หรือเบเกอรีบ่อยๆ ไม่ได้ส่งผลเสียแค่เรื่องน้ำหนักตัวเท่านั้น แต่ในทางวิทยาศาสตร์ น้ำตาลที่มากเกินไปในกระแสเลือดจะเข้าไปจับตัวกับโปรตีนในผิวหนัง ก่อให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า Glycation ซึ่งจะสร้างสารเร่งแก่ที่ทำให้โครงสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินแข็งตัวและเปราะหักง่าย ส่งผลให้ผิวพรรณขาดความยืดหยุ่น เกิดริ้วรอยร่องลึก และหย่อนคล้อยในที่สุด
- นอนคว่ำหรือนอนตะแคงท่าเดิมทุกคืน : ท่าทางการนอนหลับส่งผลต่อริ้วรอยบนใบหน้ามากกว่าที่คิด การนอนตะแคงหรือนอนคว่ำหน้าลงกับหมอนติดต่อกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง จะทำให้เกิดแรงกดทับและการแรงเสียดสีบนผิวหน้าซ้ำๆ จนกลายเป็น ริ้วรอยจากการนอน (Sleep Lines) ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้นและผิวเริ่มสูญเสียความยืดหยุ่น รอยพับจากการกดทับเหล่านี้จะกลายเป็นริ้วรอยถาวรที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะบริเวณร่องแก้มและรอบดวงตา
- พักผ่อนน้อย อดนอนจนผิวไม่ได้ซ่อมแซม : ช่วงเวลาที่เรานอนหลับลึก (ดึกๆ จนถึงเช้า) คือช่วงเวลาทองที่ร่างกายจะหลั่ง โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) ออกมาเพื่อฟื้นฟูและซ่อมแซมเซลล์ผิวที่ถูกทำร้ายจากมลภาวะระหว่างวัน การนอนดึก นอนน้อย หรือนอนไม่มีคุณภาพ จะทำให้กระบวนการฟื้นฟูนี้หยุดชะงัก ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียด (Cortisol) ออกมาแทน ซึ่งฮอร์โมนนี้จะเข้าไปทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวแห้งกร้าน ใต้ตาคล้ำ และดูโทรมอย่างเห็นได้ชัด
- ดื่มน้ำน้อยเกินไปจนผิวขาดสมดุล : ผิวพรรณต้องการความชุ่มชื้นจากภายในเพื่อคงความเต่งตึง การดื่มน้ำน้อยในแต่ละวันจะทำให้เซลล์ผิวขาดน้ำ ส่งผลให้ระบบการไหลเวียนโลหิตทำงานได้ไม่ดี ผิวจะเริ่มแห้งกร้าน ลอกเป็นขุย และเมื่อผิวแห้งมากๆ ริ้วรอยเส้นเล็กๆ (Fine Lines) จะปรากฏขึ้นได้ง่ายกว่าคนผิวชุ่มชื้น ทั้งยังทำให้ผิวขับของเสียออกได้ยากจนดูหมองคล้ำไม่สดใส
- ทาครีมกันแดดทุกวันเป็นประจำ : ไม่ว่าจะออกจากบ้านหรือไม่ ควรเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF30 PA+++ ขึ้นไป และมีคุณสมบัติปกป้องผิวจากแสงสีฟ้า เพื่อสร้างเกราะกำบังผิวตลอดวัน
- ปรับท่านอนเพื่อเซฟผิวหน้า : พยายามฝึกนอนหงายเพื่อลดแรงกดทับบนใบหน้า หรือเลือกใช้ปลอกหมอนที่ทำจากผ้าไหม (Silk) หรือผ้าซาติน ซึ่งช่วยลดการเสียดสีและการเกิดรอยพับบนผิวได้ดีกว่าผ้าคอตตอนทั่วไป
- ดื่มน้ำและทานอาหารต้านอนุมูลอิสระ : จิบน้ำสะอาดให้ได้วันละ 8-10 แก้ว ควบคู่ไปกับการลดของหวาน แล้วหันมาเติมวิตามินให้ผิวด้วยผักผลไม้หลากสี เช่น มะเขือเทศ ฝรั่ง และเบอร์รี เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

ติดตาม โซเชียลเน็ตเวิร์ก ของเรา