ไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุ อันตรายกว่าคนทั่วไปอย่างไร?
บทความสุขภาพ
07 ต.ค. 2569
ครั้ง
ไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุ อันตรายกว่าคนทั่วไปอย่างไร?
ในวัยทำงานหรือหนุ่มสาว การติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ (Influenza) อาจเป็นเพียงไข้สูง ปวดเมื่อยตัว นอนพักไม่กี่วันก็หายเป็นปกติ แต่สำหรับ "ผู้สูงอายุ" (อายุ 60-65 ปีขึ้นไป) โรคนี้กลับไม่ใช่เรื่องธรรมดา เพราะสามารถทวีความรุนแรงจนเกิดภาวะแทรกซ้อนอันตราย นำไปสู่การนอนโรงพยาบาล และเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของผู้สูงวัยทั่วโลก
- ภาวะภูมิคุ้มกันเสื่อมตามวัย (Immunosenescence) : เมื่ออายุมากขึ้น ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำงานช้าลงและมีประสิทธิภาพลดลง ทำให้ร่างกายต่อสู้กับไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ยาก ส่งผลให้เชื้อกระจายตัวลงสู่ปอดได้รวดเร็ว และใช้เวลารักษาฟื้นตัวนานกว่าคนวัยหนุ่มสาว
- เสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง โดยเฉพาะ "ปอดอักเสบ" : เชื้อไวรัสอาจลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง หรือเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จนกลายเป็น ปอดบวม/ปอดอักเสบ (Pneumonia) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะหายใจล้มเหลว ติดเชื้อในกระแสเลือด และเสียชีวิตได้
- กระตุ้นให้โรคประจำตัวเดิมกำเริบหนัก (Exacerbation of Chronic Diseases) : ไข้หวัดใหญ่จะสร้างการอักเสบทั่วร่างกาย ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ที่มีโรคประจำตัว
- สัญญาณเตือนมักไม่ชัดเจน ทำให้รักษาช้า : ผู้สูงอายุที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่อาจ ไม่มีไข้สูง หรือไม่มีอาการไอชัดเจนเหมือนคนทั่วไป แต่อาจแสดงออกด้วยอาการ ซึมลง สับสน ก้าวขาไม่มีแรง สับสนกะทันหัน หรือทานอาหารไม่ได้ ทำให้ลูกหลานคิดว่าแค่เพลียตามวัย จนส่งโรงพยาบาลล่าช้า
- ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นประจำทุกปี : ถือเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด ช่วยลดโอกาสการเจ็บป่วยรุนแรง การนอนโรงพยาบาล และลดอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ (แนะนำฉีดวัคซีนสายพันธุ์ล่าสุด หรือวัคซีนขนาดสูง High-Dose สำหรับผู้สูงอายุ)
- สังเกตอาการผิดปกติอย่างใกล้ชิด : หากพบคุณแม่หรือผู้สูงอายุมีอาการซึมลง หายใจหอบเหนื่อย ทานอาหารไม่ได้ หรือไข้ไม่ลดลงภายใน 2 วัน ควรรีบพบแพทย์ทันที
- รักษาความสะอาดในบ้าน : ล้างมือบ่อยๆ สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องไปในที่ชุมชน และหลีกเลี่ยงการให้ผู้สูงอายุสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการป่วย

ติดตาม โซเชียลเน็ตเวิร์ก ของเรา